[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
.::เป็นองค์กรนำด้านสุขภาพ เพื่อประชาชนคนชุมพวงสุขภาพดี::.
Calendar
ประวัติความเป็นมา
ผลงานเด่นของโรงพยาบาล
หมายเลขติดต่อภานใน-นอก
รายงานข้อมูลบุคลากร สอ.
ค่านิยมของ รพ. (Core Value )
ตารางการให้บริการ รพ.ชุมพวง
แบบฟอร์มการรับสมัครงาน


 
 


  

รพ.ชุมพวง
เลิกหงุดหงิดกับ 9 วิธีพิชิตอาการ “ท้องผูก”

พุธ ที่ 4 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558


“ท้องผูก” เรื่องน่าหงุดหงิดที่ไม่ค่อยอยากบอกคนใกล้ตัว ในประเทศอังกฤษ พบว่า มีผู้ที่มีอาการท้องผูกกว่า 6 ล้านคน จากข้อมูลพบว่าคนไทยมีปัญหาท้องผูกกว่า 1 ล้านคน (ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร) พบว่า ผู้หญิงมีปัญหาท้องผูกมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวัยกลางคนขึ้นไป และพบมากขึ้นในผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ สาขาอายุกรรมทั่วไป ประจำกล้วยน้ำไท 2 (เครือ รพ.กล้วยน้ำไท) เปิดเผยว่า “ผู้สูงอายุมักมีปัญหาเรื่องท้องผูก เพราะมักจะรับประทานอาหารที่เคี้ยวง่าย ซึ่งส่วนใหญ่อาหารกลุ่มนี้มักไม่ค่อยมีกากใย ดื่มน้ำน้อยลงเพราะกังวลเรื่องการเข้าห้องน้ำ การเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่น้อยลง รวมถึงไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้ลำไส้ไม่ค่อยบีบตัว นอกจากนี้โรคบางโรคยังส่งผลต่ออาการท้องผูก เช่น โรคเบาหวาน สำหรับ หนุ่ม-สาวออฟฟิศ สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาท้องผูก นพ.อิทธิชัย กล่าวว่า พบบ่อยคือผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ดังนี้ 1.ได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอ แนะนำให้กินอาหารที่มีไฟเบอร์ ซึ่งมีมากในข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ ผลไม้สด และผัก ควรรับประทานผัก ผลไม้ 5 ส่วนใน 1 วัน 2.ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว น้ำช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น และระบบการขับถ่ายทำงานง่ายขึ้น 3.ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และเลือกกีฬาที่ทำให้ลำไส้มีการขยับตัว เช่น เดิน วิ่ง ฯลฯ 4.กลั้นถ่าย ดังนั้น ควรรีบเข้าห้องน้ำทุกครั้งเมื่อรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ 5.ทานยาบางตัวที่ส่งผลให้ท้องผูก เช่น ยาลดความดันบางตัว อาหารเสริมธาตุเหล็ก ยาแก้ปวดบางตัว ยาคลายเครียดบางชนิด ฯลฯ 6.รับประทานยาถ่ายเป็นประจำ ยาถ่ายทำให้ถ่ายง่ายขึ้น แต่ก็ต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ 7.ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย หรือชีวิตประจำวัน เช่น ตั้งครรภ์ การเดินทาง ฯลฯ การตั้งครรภ์ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือมดลูกกดทับลำไส้ ส่วนการเดินทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอาหารที่รับประทาน และชีวิตประจำวัน รู้ได้อย่างไรว่า “ ท้องผูก ” หรือไม่ ? เรามักเข้าใจว่า ต้องเข้าห้องน้ำทุกวัน แต่ร่างกายบางคนแตกต่างกันออกไป ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกคือผู้ที่ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้ที่มีปัญหาถ่ายอุจจาระยากต้องใช้แรงเบ่งมาก หรือผู้ที่ถ่ายอุจจาระไม่สุดอยู่บ่อยๆ นวดบริเวณใต้สะดือ 9 ทริก ง่ายๆ ช่วยแก้อาการ “ท้องผูก” 1.ทานเม็ดแมงลักแช่น้ำ ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำให้พองเต็มที่ในน้ำเปล่า 1 แก้ว (250 ซีซี) 2.มะละกอสุก ประมาณ 1/4 ลูก 3.ดื่มน้ำอุ่น 3-4 แก้ว (750-1,000 ซีซี) ขณะท้องว่าง ควรดื่มภายใน 10 – 15 นาที หลังลุกจากที่นอน (ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ 05.00-07.00 น.) ควรยืนดื่มน้ำ เพื่อไม่ให้รู้สึกจุก เดินไปมาเพื่อให้ลำไส้ขยับตัว 4.ลูกพรุนแห้ง ควรรับประทานทานตอนกลางคืนก่อนเข้านอน แต่ไม่ควรทานมาก และไม่ควรทานบ่อยเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง 5.น้ำมะขามเปียกค่อนข้างเข้มข้น ประมาณ 1 แก้ว ควรดูปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง 6.ขับถ่ายให้เป็นเวลา และไม่ควรกลั้นอุจจาระ 7.ควรเดินออกกำลังกาย ประมาณ 20-30 นาที จะทำให้ระบบลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น 8.นวดบริเวณลำไส้ใหญ่ โดยนวดที่บริเวณใต้สะดือ ใช้มือนวดวนตามแนวลำไส้ใหญ่ (ทวนเข็มนาฬิกา) ทำสักพักจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ 9.นั่งถ่ายในลักษณะชันเข่า ท่านั่งที่ดีที่สุดในการเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่าย คือ การนั่งยอง ๆ แบบส้วมหลุม เนื่องจากทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Rectum) อยู่ในลักษณะตรง ทำให้ขับถ่ายได้ง่าย และไม่มีอุจจาระเหลือค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งถ้าที่บ้านเป็นชักโครก สามารถแก้ปัญหาได้ง่ายๆ ด้วยการใช้เท้าชันบนกล่อง หรือถังขยะในลักษณะที่ให้เข่ายกสูงขึ้น แต่เท้าอยู่บนกล่องแต่เป็นระนาบเดียวกับพื้น ขอขอบคุณเนื้อหาจาก http://www.manager.co.th

เข้าชม : 502


รพ.ชุมพวง 5 อันดับล่าสุด

      มะนาว ลดน้ำหนักได้เพื่อสุขภาพ 3 / มี.ค. / 2558
      มือชา ปัญหาที่พบได้ในคนทำงานออฟฟิศ 3 / มี.ค. / 2558
      เปลือกไข่มีค่า 3 / มี.ค. / 2558
      วิธีทำความสะอาดรองเท้า 3 / มี.ค. / 2558
      เรื่องของ "กากใย" ใครว่าไม่สำคัญ!! 3 / มี.ค. / 2558



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 






 

 

 

 

 

 








Home       News        E-office