[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
.::เป็นองค์กรนำด้านสุขภาพ เพื่อประชาชนคนชุมพวงสุขภาพดี::.
Calendar
ประวัติความเป็นมา
ผลงานเด่นของโรงพยาบาล
หมายเลขติดต่อภานใน-นอก
รายงานข้อมูลบุคลากร สอ.
ค่านิยมของ รพ. (Core Value )
ตารางการให้บริการ รพ.ชุมพวง
แบบฟอร์มการรับสมัครงาน


 
 


  

รพ.ชุมพวง
อย่าละเลย 'ปวดท้องประจำเดือน' เตือนภัยโรคร้ายแฝงเร้น

พุธ ที่ 4 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558


รศ.นพ.สุวิทย์ บุญยะเวชชีวิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูตินรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องเมนส์ว่า ภาวะปวดท้องประจำเดือน หรือปวดระดู (Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดท้องน้อยที่สัมพันธ์กับการมีระดู เป็นปัญหาที่พบบ่อยของสตรีวัยเจริญพันธุ์ โดยแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ ปวดระดูชนิดปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) หรือเรียกว่า แบบธรรมชาติ เป็นภาวะปวดท้องน้อยจากมดลูกหดเกร็งระหว่างมีระดู โดยไม่มีโรคร้ายใด ๆ ซ่อนอยู่ ทุกครั้งที่มีประจำเดือนมดลูกจะสร้างสารตัวหนึ่งชื่อ พรอสตาแกลนดินส์ มีฤทธิ์ทำให้มดลูกบีบตัวเป็นพัก ๆ เพื่อไล่เลือดออกมา แต่มีผลต่อระบบเส้นเลือดบีบตัว กล้าม เนื้อบีบตัว และลำไส้บีบตัวผิดปกติ ซึ่งการบีบตัวของอวัยวะในช่องท้องก็ทำให้มีอาการ เช่น มดลูกบีบตัวไล่เลือดออกมา ทำให้มีการปวดบีบเหมือนโดนอะไรบีบจะมีอาการมากหรือน้อยแตกต่างกันไป และมีอาการเส้นเลือดบีบตัวที่สมอง ทำให้ปวดหัวเหมือนเป็นไมเกรน หรือบางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย เนื่องจากลำไส้ทำงานผิดปกติ ทำให้มีกลุ่มอาการของการมีประจำเดือนเกิดขึ้น และเป็นธรรม ชาติที่ผู้หญิงทุกคนต้องทรมานกับอาการดังกล่าว และกลุ่มอาการพวกนี้มักจะมีในช่วงวัยรุ่นและมีแค่ 1 ปีแรก หลังจากนั้นส่วนใหญ่จะปวดลดลง ซึ่งอาการจะปวดมากที่สุดในวันแรกของการมีระดูตรงท้องน้อยหรืออาจปวดร้าวกระจายไปบริเวณหลังหรือต้นขา และทุเลาลง หรือ 1-2 ชั่วโมงก่อนมีประจำเดือน ส่วน ปวดระดูชนิดทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) เป็นภาวะปวดท้องน้อยจากมดลูกหดเกร็งที่เกิดจากพยาธิสภาพภายในอุ้งเชิงกราน สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจทางคลินิก คืออาการจะตรงข้าม กับแบบธรรมชาติ เช่น ตอนสาว ๆ ไม่ปวดแต่กลับเพิ่งมาปวดตอนอายุมากขึ้น เป็นทีละหลาย ๆ วัน และปวดมากขึ้นทุกเดือน ๆ จนทำงานไม่ได้ต้องลางาน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาจจะมีประจำเดือนไหลมากขึ้นผิดปกติ มีไข้สูง มีหนองไหลออกมาทางช่องคลอด ซึ่งแสดงว่าเป็นสัญญาณอันตรายอาจจะมีโรคอื่นซ่อนอยู่ข้างใน ได้แก่ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในบางกรณีที่เป็นมากอาจพบ มีถุงน้ำที่รังไข่ (โรคช็อกโกแลตซีสต์) โรคเนื้องอกของ กล้ามเนื้อมดลูก โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ส่วนใหญ่โรคที่พบบ่อย คือ “โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” (Endometriosis) เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปอยู่ที่ตำแหน่งอื่นของร่างกาย โดยปกติจะไปอยู่ที่อุ้งเชิงกราน นอกตัวมดลูก คือ ในแต่ละเดือนผู้หญิงเมื่อมีประจำเดือนมดลูกจะบีบตัวเพื่อไล่เลือดประจำเดือนออกมา แต่จะมีบางส่วนที่ไหลย้อนกลับเข้าไปข้างในมดลูก ถ้าฝังอยู่นิดหน่อยจะกลายเป็นพังผืด แต่ถ้าฝังอยู่มากตรงรังไข่เลือดรวมกันเป็นก้อนกลายเป็นถุงน้ำและมีเลือดคลั่งอยู่ข้างในมีสีน้ำตาล เรียกว่า โรคช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื้อดีแต่มีสิทธิเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นถ้าโตมาก ๆ เกิน 4 ซม. ต้องผ่าออก เพราะมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงและวันดีคืนดีอาจแตกและเกิดการอักเสบในช่องท้องถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตามทุกคนมีภาวะเลือดประจำเดือนไหลย้อนได้ แต่ว่ามีบางคนร่างกายสามารถกำจัดเยื่อบุโพรงมดลูกที่ไปฝังตัวผิดที่เหล่านี้ได้ แต่บางคนไม่สามารถกำจัดได้ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้น ซึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงคือ คนที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยและหมดประจำเดือนช้า คนที่อายุมากเพราะสะสมเลือดที่คั่งค้างไว้นานกว่าในบางรายอาจมีปัญหามีบุตรยากร่วมด้วย สำหรับการรักษาถ้าหากมีอาการปวดท้องประจำเดือนไม่มากนักอาจรักษาเริ่มแรกโดยการรับประทานยาระงับปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอล หรือยาที่ต้านฤทธิ์พรอสตาแกลนดินส์ ก็จะสามารถบรรเทาอาการปวดและควรออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยลดอาการปวดได้ แต่ถ้าหากสงสัยว่าตัวเองมีอาการปวดแบบมีโรคซ่อนอยู่อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นให้ มาพบแพทย์อย่ากลัวการตรวจภายใน เพราะโรคที่ซ่อนมากับอาการปวดท้องระดูนั้นสามารถรักษาให้หายได้ โดยการรับประทานยาหรือถ้าจำเป็นก็ต้องผ่าตัด สำหรับในผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และอาจกลัวการตรวจภายในนั้นสามารถใช้วิธีอัลตราซาวด์ตรวจทางหน้าท้องได้ไม่ต้องตรวจภายใน หากแต่งงานมีลูกแล้วก็สามารถตรวจโดยการตรวจภายในและอัลตราซาวด์ได้ซึ่งในสตรีที่แต่งงานแล้วจะแนะนำให้ทำเป็นประจำทุกปี และสามารถตรวจมะเร็งปากมดลูกในคราวเดียวกัน อย่ามัวทนปวดอยู่เพราะอาการปวดนั้นเราไม่สามารถทราบได้ว่ามีโรคร้ายซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้าสงสัยให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เพราะโรคที่ซ่อนอยู่ทำให้เราทนทุกข์ทรมานจนต้องขาดเรียนหรือหยุดงานส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลงและอาจมีอาการรุนแรงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้. ขอขอบคุณเนื้อหาจาก http://www.dailynews.co.th

เข้าชม : 516


รพ.ชุมพวง 5 อันดับล่าสุด

      มะนาว ลดน้ำหนักได้เพื่อสุขภาพ 3 / มี.ค. / 2558
      มือชา ปัญหาที่พบได้ในคนทำงานออฟฟิศ 3 / มี.ค. / 2558
      เปลือกไข่มีค่า 3 / มี.ค. / 2558
      วิธีทำความสะอาดรองเท้า 3 / มี.ค. / 2558
      เรื่องของ "กากใย" ใครว่าไม่สำคัญ!! 3 / มี.ค. / 2558



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 






 

 

 

 

 

 








Home       News        E-office